โหราศาสตร์ เป็นเดรัจฉานวิชา จริงหรือ ?

โหราศาสตร์ เป็นเดรัจฉานวิชา จริงหรือ ?

โหราศาสตร์ เป็นเดรัจฉานวิชา จริงหรือ ?

บทนำ

โหราศาสตร์ เป็นเดรัจฉานวิชา จริงหรือ ? หลายท่านคงจะเคยได้อ่าน หรือได้ยิน ได้ฟังมาบ้างว่า วิชาโหราศาสตร์ เป็นเดรัจฉานวิชา เป็นวิชาที่พระพุทธองค์ หรือพระพุทธศาสนาไม่ยอมรับนับถือ ไม่ใช่วิชาที่ศึกษาแล้วเป็นไปเพื่อความหลุดพ้น บางท่านก็บอกว่าเป็นเดียรถีย์วิชา แล้วแต่จะได้สดับตรับฟังมาอย่างไร ? ก็ว่ากันไปตามนั้น โดยไม่ได้พิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบ หรือค้นหาข้อเท็จจริงเสียก่อน มีนะครับที่ผู้กล่าวหา หรือเขียนเผยแพร่โจมตีวิชาโหราศาสตร์ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า”เดรัจฉานวิชา” คืออะไร ? เหมือนหรือแตกต่างไปจาก”เดียรถีย์” อย่างไร? เรื่องนี้ผมเคยเขียนถึงไปบ้างแล้วเช่นกัน และมีความจำเป็นที่จะต้องนำมากล่าวโดยละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้นักศึกษาวิชาโหราศาสตร์ หรือท่านผู้สนใจในศาสตร์แขนงนี้ได้พิจารณาให้ถ้วนถี่เสียก่อน ถ้าเห็นว่าไม่ไหว เพ้อเจ้อเกินไป จะถอนตัวเสียก่อนตอนนี้ก็ยังทัน

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกับคำว่า “เดรัจฉาน” เสียก่อน คำนี้อันที่จริงแล้วหมายถึงสัตว์โลกชนิดหนึ่งในอบายภูมิ ๓ คือ เดรัจฉานภูมิ เปตภูมิ และนิรยภูมิ อันสัตว์เดรัจฉานนั้น แปลตามตัวว่าสัตว์ที่เคลื่อนไหวไปข้างหน้าแล้วลำตัวขนานกับพื้น แม้แต่ลิง หรือหมี ที่สามารถยืนสองขาได้อย่างคนในบางขณะ เวลาเดินไปข้างหน้า ลองสังเกตดูให้ดีนะครับ ว่ามันเดินตัวตรงแบบคนไม่ได้ ตัวมันจะต้องค้อมต่ำลงและสันหลังขนานไปกับพื้น อธิบายให้ฟังแต่เพียงนี้หวังว่าท่านคงจะเข้าใจ

อันพวกเดรัจฉานนี้ บางทีมันก็มีฤทธิ์เดช สามารถแปลงร่างเป็นคนได้ เช่น พญานาค, เสือสมิง ฯลฯ เป็นต้น หลายท่านอาจจะสงสัยกระมังว่า พวกสัตว์เดรัจฉานเหล่านี้ มันมีฤทธิ์เดช อภินิหารถึงขนาดแปลงร่าง ล่องหนหายตัว เหาะเหินเดินอากาศ ฯลฯ ได้อย่างไร?

ข้อนี้ถ้าจะว่ากันตามหลักพุทธศาสนาแล้วก็มีทางเป็นไปได้ ที่เขาเหล่านั้นได้บำเพ็ญตบะ ปฏิบัติสมาธิ (ไม่จำเป็นต้องนั่งเสมอไป) จนได้ฌานแก่กล้าบรรลุญาณต่าง ๆ ซึ่งมักจะเป็นพวกโลกียญาณ เหมือนพวกฤาษีชีไพร อันไม่ใช่ทางแห่งความหลุดพ้น ยิ่งบางพวกพอได้อิทธิฤทธิ์จากญาณที่ตนสำเร็จแล้ว หากมีจิตมาร หรืออกุศลจิตเข้าครอบงำ ก็จะใช้วิชาความรู้ หรืออิทธิฤทธิ์ที่ตนได้ไปในทางที่ผิด ทำความเดือดร้อนให้ผู้อื่น นี่แหละที่เขาเรียกว่า “เดรัจฉานวิชา” เป็นวิชาฝ่ายต่ำ ที่พระพุทธองค์ไม่ทรงสรรเสริญ แม้แต่พุทธสาวกที่ได้อภิญญาญาณ คือ แสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ได้ก็จริงอยู่ พระพุทธองค์ก็ทรงตัดไฟเสียแต่ต้นลม คือมีพุทธบัญญัติห้ามสาวกแสดงฤทธิ์เป็นอันขาด หากฝ่าฝืน จะต้องอาบัติถึงกับปาราชิก ขาดจากความเป็นพระเลยทีเดียว

สรุปแล้ว หากท่านพบเห็นผู้ใดใช้อิทธิฤทธิ์ไปในทางที่ผิด เช่น ทำเสน่ห์ยาแฝด, ทำคุณไสย์ เสกของ เช่น ตะปู หนังสัตว์ ฯลฯ เข้าสู่ร่างกายคน, สะกดจิตให้ทำตาม หรือปล่อยผีไปทำร้ายโดยการเข้าสิงสู่ผู้คน ฯลฯ ผู้นั้นแหละเป็นพวก “เดรัจฉานมนุษย์” หรือ “มนุสสติรัจฉาโน” คือ ตัวเป็นคนแต่ใจเป็นสัตว์ เดรัจฉาน พวกนี้ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี หากเจอเข้าหนีได้หนี หลีกได้หลีก ไปให้ไกลๆ เสียได้จะเป็นการดีที่สุด

ที่นี้มาดูคำว่า “เดียรถีย์” กันบ้าง อันที่จริงคำนี้ในสมัยพุทธกาล หมายถึง พวกที่นับถือลัทธิอื่นหรือศาสนาอื่น เป็นพวกที่ไม่ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา ไม่ยอมรับว่ามีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาในโลกนี้แล้วจริง ๆ จัดเป็นคนนอกศาสนา ซึ่งจะว่าไปแล้ว พวกเดียรถีย์เหล่านี้ใช่ว่าจะเป็นผู้ที่เลวร้าย หรือมีจิตใจเลวทรามต่ำช้าไปเสียทุกคน ที่เป็นคนดีมีเมตตาก็มีเยอะ อย่างเช่นพวกพราหมณ์ที่นับถือพระพรหมเป็นสรณะอย่างเคร่งครัด ถึงกับไม่ยอมเปลี่ยนแปลงลัทธิความเชื่อของตน จะว่าเขาเป็นคนเลวร้ายด้วยไม่นับถือพระพุทธเจ้านั้น คงจะไม่ได้ เพราะคนเรา “นานาจิตตัง” ครับ

เมื่อท่านเข้าใจคำว่า “เดรัจฉาน” และ “เดียรถีย์” ดีแล้ว ท่านคงจะให้ความเป็นธรรมกับวิชาโหราศาสตร์บ้างนะครับ ว่า ที่จริงแล้ว โหราศาสตร์ไม่ใช่ศาสตร์ที่จะไปมุ่งร้ายหรือทำลายคนอื่น ไม่ใช่ศาสตร์ที่เลวทรามต่ำช้าแต่อย่างใด คนที่ศึกษาเล่าเรียน มักเป็นพระ หรือนักบวช นักปกครอง แม่ทัพนายกองหรือชนชั้นสูงเท่านั้น ถึงจะมีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียน และคนที่เรียนส่วนมากมักจะเป็นผู้ที่อยู่ในศีลในธรรม ไม่ใช่คนชั่วร้าย ที่เรียนแล้วเอาไปใช้ทำร้ายผู้อื่น

เป็นความจริงที่ว่า “โหราศาสตร์ เป็นอวิชชา” หรือวิชาที่ศึกษาเล่าเรียนไปแล้ว ไม่ได้ช่วยให้คนที่ศึกษาเล่าเรียนนั้นหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด หรือบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ดังนั้น พระพุทธองค์จึงไม่ทรงสรรเสริญ คือไม่ทรงแนะนำให้พุทธสาวกได้ศึกษาเล่าเรียน แต่พระพุทธองค์ก็ไม่ทรงห้ามนะครับหากพุทธสาวกท่านใดจะศึกษาเล่าเรียน เพื่อยังประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นในอันที่จะดำเนินกิจกรรมในทางโลก ก็ไม่ทรงปรับอาบัติใด ๆ ทั้งสิ้น

ถ้าจะว่าไปแล้ว วิทยาศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ก็ดี หรือไม่ว่าจะเป็นศาสตร์แขนงใด ๆ ที่คนในโลกเขาเล่าเรียนและใช้ประกอบอาชีพกัน ล้วนแต่เป็น “อวิชชา” ด้วยกันทั้งสิ้น สรุปง่าย ๆ ก็คือ มีศาสตร์แขนงเดียวเท่านั้น ที่จัดเป็น “วิชชา” คือ ศึกษาแล้ว นำไปประพฤติปฏิบัติตาม ก็จะสามารถนำพาให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ ศาสตร์นั้นก็คือ “พุทธศาสตร์” ที่ว่าด้วย “ไตรสิกขา” คือ ศีลสิกขา สมาธิสิกขา และปัญญาสิกขา โดยพิจารณาควบคู่ไปกับหลักธรรมคำสั่งสอนในพระไตรปิฏก ซึ่งต้องศึกษาให้ครบ ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ จึงจะเรียกได้ว่า เป็นผู้เพียบพร้อมไปด้วย “วิชชาจรณะสัมปันโน” (มีความรู้และความประพฤติดี) จริง ๆ

ประเทศไทยเราในสมัยอดีตกาลจวบจนกระทั่งปัจจุบันนี้ มีพระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงคุณในด้านคันถธุระและวิปัสสนาธุระหลายองค์ ที่สนใจในวิชาโหราศาสตร์ ได้ศึกษาเล่าเรียนจนแตกฉานสงเคราะห์ชนทุกชั้นตั้งแต่ยาจกเข็ญใจ ไปจนถึงเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน อย่างเช่น พระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว จ.สุพรรณบุรี พระเถระที่องค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระผู้ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทยเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรกทรงให้ความเคารพนับถือประดุจพระอาจารย์ ทุกครั้งที่จะออกทำศึก พระองค์จะต้องทรงเข้าพบนมัสการทูลถามเหตุการณ์ล่วงหน้า ว่าจะดีร้ายประการใดเสมอ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ของเรานี้ ก็มีพระผู้ทรงคุณในด้านโหราศาสตร์ และยังได้รับการสถาปนาเป็นพระสังฆราช ประมุขสูงสุดของสงฆ์ไทยอีกด้วย ท่านพระองค์นั้นก็คือ “สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทัยเถระ) วัดสระเกศ (ภูเขาทอง) กทม. ” หรือแม้แต่พระสังฆราชองค์ปัจจุบัน คือ “สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร วัดบวรนิเวศ ” ท่านก็มีความรู้ในด้านโหราศาสตร์ เป็นที่ยอมรับของกรรมการสมาคมโหรแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เช่นกัน

จะเห็นได้ว่า วิชาโหราศาสตร์นั้น ไม่เป็นพิษเป็นภัย ไม่ใช่วิชาฝ่ายต่ำ แต่เป็นวิชาชั้นสูง ที่น้อยคนนักจะเข้าถึงได้ ส่วนมากผู้ที่ใช้วิชานี้ได้ผล มักจะเป็นผู้ที่อยู่ในศีลในธรรม ไม่ปล่อยให้ความโลภ ความโกรธ ความหลงเข้าครอบงำจิตใจ ไม่ตกเป็นทาสยาเสพติด หรือลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุข ก็ขอให้นักศึกษาและผู้ที่สนใจได้พึงสังวรณ์เอาไว้ ควรที่จะประพฤติตนเจริญรอยตามโหราจารย์แต่อดีต อย่าได้คิดหวังที่จะศึกษาวิชานี้ไปเพื่อใช้ในการต้มตุ๋น โกหก หลอกลวง ผู้หนึ่งผู้ใดให้ได้รับทุกข์โทษเป็นอันขาด บาปกรรมเวรมีจริง ไม่ต้องรอภพหน้าหรอก เห็นกันจะจะในภพนี้เลยทีเดียว ส่วนมากในบั้นปลายพวกนี้มักจะสิ้นเนื้อประดาตัว มีโรคภัยเข้าเบียดเบียน ที่รับกรรมหนักถึงกับ “ตาบอด” ก็ยังมี ครูบาอาจารย์ท่านแรงได้สาปแช่งเอาไว้ อย่าลองดีกับท่านเลยครับ

ที่มา : http://www.lekpluto.org/astrology/chap01_03.htm
โหราศาสตร์