วิชาปริเฉทเจ็ดดารากับพระครูอินทร์เทวดา

วิชาปริเฉทเจ็ดดารากับพระครูอินทร์เทวดา

วิชาปริเฉทเจ็ดดารา กับ พระครูอินทร์เทวดา

เล่าโดย พระอาจารย์อภิสิทธิ์ อภิญาโณ

บทนำ

เมืองราชบุรีแหล่งสรรพตำราในอดีต

          เมืองราชบุรีจะได้ตั้งมาแต่ครั้งไร เป็นอันหาหลักฐานแน่นอนไม่ได้ แต่เป็นที่ควรเชื่อว่า เมืองราชบุรีได้มีมาแล้วก่อนเริ่มตั้งประเทศสยาม ด้วยความเก่าแก่นี้ ในครั้งที่ได้มีการจัดงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๘ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้มีการจัดทำหนังสือที่ระลึกขึ้น ๒ เล่ม เล่มหนึ่ง ก็คือ หนังสือ “สมุดราชบุรี”

ในเอกสารดังกล่าวระบุว่า เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๖๘ นั้น เฉพาะในจังหวัดราชบุรีมีพลเมือง ประมาณ ๒๒๕,๐๐๐ คน (ทั้งมณฑลประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน) ซึ่งนอกจากคนไทยแล้ว ยังมีพวกมอญ ชาวเมืองทวาย และพวกลาวโซ่ง ลาวเวียง ชาวศรีสัตนาคนหุต เข้ามาอยู่ปะปนเป็นจำนวนมาก และยังมีพวกเกรี่ยง กร่าง ที่อยู่บนเขา อีกประมาณ ๑,๒๐๐ คน

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ กับ เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี ซึ่งได้เคยอำนวยการสร้างพระนครคีรีที่เมืองเพชรบุรีมาแล้ว ให้ร่วมกันสร้างพระราชวังขึ้นที่เมืองราชบุรี ณ บนยอดเขาสัตนารถ

พระราชวังที่สร้างบนยอดเขาสัตนารถนั้น เขานี้เป็นเขาขนาดย่อมลูกหนึ่งมีขนาดสูง ๔๔ เมตร และมีเขามออยู่ใกล้เคียงอีก ๒ ลูก อยู่ห่างจากในเมืองไปทางทิศตะวันตก ระยะทาง ๕๐ เส้น (ภายหลังชาวบ้านเรียกว่าแต่เพียงว่า “เขาวัง”) ซึ่งได้เคยใช้ในคราวเสด็จออกรับทูตโปรตุเกส ณ ที่นี้ เพียงคราวเดียว

บนเขาสัตนารถนั้น แต่เดิมทีมีวัดโบราณอยู่วัดหนึ่ง ไม่ปรากฏนาม มีแต่พระเจดีย์องค์หนึ่ง และวิหารพระนอนหลังหนึ่ง ครั้นในปี พ.ศ.๒๔๑๔ เมื่อจะทรงสร้างพระราชวัง ก็ทรงโปรดให้กระทำ “ผาติกรรม” โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายวัดจากเขาสัตนารถ ไปสร้างใหม่ที่ริมลำน้ำแม่กลองฝั่งขวา ใต้ศาลากลางเมืองลงไป ๔๐ เส้น อันเป็นที่วัดร้าง ซึ่งมีชื่อเดิมว่า “วัดโพธิ์งาม” พร้อมกับได้ย้ายองค์พระนอนไปสถิตยังวัดที่สร้างขึ้นใหม่นั้น เมื่อสร้างวัดเสร็จแล้ว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามของวัดใหม่นี้ว่า “วัดสัตนารถปริวัตร์” ซึ่งมีความหมายว่า “วัดที่ย้ายไปจากเขาสัตนารถ”แล้วทรงโปรดฯ ให้นิมนต์คณะสงฆ์จากวัดโสมนัส ไปจำพรรษาที่วัดนี้ วัดนี้จึงเป็นวัดในคณะธรรมยุติกนิกาย เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร

วัดสัตนารถปริวัตร์ นี้ มีเจ้าอาวาสตามลำดับ(เท่าที่พอเรียบเรียงได้) ดังนี้

(๑) พระครูศีลคุณธราจารย์ (นิล) ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๑๕-๒๔๒๖ (ลาสิกขา)
(๒) พระสมุทรมุนี (หน่าย เขมฺโก) ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๒๖-๒๔๓๗
(๓) พระพุทธวิริยากร (จิตร์ ฉนฺโน) ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๓๗-๒๔๕๘
(๔) พระครูวินัยธรรม (อินทร์ ปญฺญาทีโป) (พ.ศ.๒๔๐๐-๒๔๘๓ อายุ ๘๓ ปี)

พระครูวินัยธรรม (อินทร์ ปญฺญาทีโป)

          ชาตกาล เดิม เป็นบุตรของหลวงวิสาหภักดี (เพชร) และนางทิม เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๐๐ ตรงกับ วาร ๕ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๙ ปีมะเส็ง จ.ศ.๑๒๑๙ได้รับการศึกษาเล่าเรียนขั้นต้นที่สำนักเรียนวัดพะเนินพลู ต่อมาได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดอมรินทราราม (วัดตาล)

ต่อมา พ.ศ.๒๔๒๑ ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดอมรินทราราม (วัดตาล) โดยมี พระสมุทรมุนี (หน่าย เขมฺโก) (เมื่อครั้งยังดำรงสมณศักดิ์เป็นที่ “พระครูขันตยาคม”) เจ้าอาวาสวัดอมรินทราราม (วัดตาล) เป็น พระอุปัชฌาย์ พระพุทธวิริยากร (จิตร์ ฉนฺโน) (เมื่อครั้งเป็นที่ “พระสมุห์จิตร์” ตำแหน่งฐานานุกรมของพระครูขันตยาคม) วัดอมรินทราราม (วัดตาล) เป็น พระกรรมวาจาจารย์ และมีพระใบฎีกาโต เป็น พระอนุสาวนาจารย์

พระภิกษุอินทร์ ได้เจริญก้าวหน้าโดยลำดับ ในปี พ.ศ. ๒๔๒๖ เมื่อ พระครูขันตยาคม ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นที่ พระสมุทรมุนี และย้ายจากวัดอมรินทราราม (วัดตาล) มาเป็นเจ้าอาวาสวัดสัตนารถปริวัตร์ พระภิกษุอินทร์ก็ได้ย้ายตามมาด้วย และต่อมาได้รับตำแหน่ง เป็นที่ “พระปลัด” ในฐานานุกรมของพระสมุทรมุนี

ครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๓๓ พระปลัดอินทร์ (อินทร์ ปญฺญาทีโป) ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็น ฐานานุกรมของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวิริยาลงกรณ์ ในทินนาม “พระครูวินัยธรรม”
ขอกล่าวถึงความสำคัญและความเกี่ยวพันกันระหว่าง วัดอมรินทราราม (วัดตาล) และ วัดสัตนารถปริวัตร์ นั้น คือ วัดอมรินทราราม (วัดตาล) นั้นเป็นวัดเดิมที่ พระสมุทรมุนี (หน่าย เขมฺโก) พระพุทธวิริยากร (จิตร์ ฉนฺโน) และ พระครูวินัยธรรม (อินทร์ ปญฺญาทีโป) เคยจำพรรษามาก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่วัดสัตนารถปริวัตร์

พระครูวินัยธรรม (อินทร์ ปญฺญาทีโป) หรือที่ชาวบ้านเรียกกันโดยสามัญว่า “พระครูอินทร์ เทวดา” นี้ท่านมีเรื่องราวอภินิหารมากมาย มีเรื่องเล่าแปลกเกี่ยวกับท่านก็มาก ถึงกับลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ในขณะนั้น เกี่ยวกับอภินิหารที่ท่านแสดง ณ ท้องสนามหลวง

วิชาสิบลัคนา กับ พระครูวินัยธรรม (อินทร์ ปญฺญาทีโป)

          จากหนังสือ “ประชุมเรื่องสิบลัคน์ และพระชาตาเจ้านาย” (ฉบับตีพิมพ์ปี พ.ศ.๒๕๓๒) หน้า ๒๙๕ – ๒๙๖ ท่านอาจารย์ อรุณ เทศถมทรัพย์ (บรรยายที่วัดราชบพิธ เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๑๕) ได้กล่าวว่า

“… เมื่อพูดถึงต้นตำรับ ข้าพเจ้าระลึกได้ว่า ครั้งหนึ่งได้เคยไปที่วัดสัตนารถปริวัต จังหวัดราชบุรี ได้ไถ่ถามสืบสวนตำรานี้จากท่านพระครูสมุห์พรหม ก็ได้ความว่า ตำรานี้เดิมทีเดียวเป็นของพระครูอิน เรียกกันว่าพระครูอินเทวดา และมีชื่อเฉพาะของตำรานี้ว่า ตำรากุงกะชัมพุ์ แบ่งออกเป็น ๓ ภาค

ภาคแรก เรียกว่า ภาคสุริยาตรสารัมภ์ ได้ทราบต่อมาว่า มีผู้ค้นพบอยู่ที่บนเพดานของวัดตะโหนด (ตำราที่อาจารย์มหาบรรเทาได้พบ) เมื่อปีใดข้าพเจ้าจำไม่ได้ถนัด

ภาคสอง เป็นตำราพยากรณ์และฤกษ์ ได้ทราบว่า มีขุนนางทางเมืองหลวง ขอยืมไปคัดลอกแล้วต่อมาพระครูอินมรณภาพ จะตกทอดไปอยู่แห่งใดไม่ทราบชัด

ส่วนภาคที่สาม เกี่ยวกับตำราเลข ๗ ตัว ทราบว่าไปตกอยู่ทางจังหวัดสุพรรณบุรี และมีศิษย์ของท่านพระครูอินที่ข้าพเจ้ารู้จักผู้หนึ่งได้รับถ่ายทอดไว้ แต่ลืมชื่อเสียแล้ว เพราะสมัยนั้น ข้าพเจ้ายังเป็นเด็กมาก ที่รู้จักก็เพราะศิษย์ของท่านพระครูอินผู้นี้ ได้รับพยากรณ์อยู่ที่ตลาดจังหวัดราชบุรี ที่ใบหน้าของท่านผู้นี้มีแผลเป็นปรากฏชัด … จึงพอสันนิษฐานได้ว่า ขุนนางในเมืองหลวงที่เอาตำราไปคัดลอกคงจะเป็นคุณหลวงโลกทีปแน่ และเมื่อท่านคัดลอกเสร็จแล้ว ก็คงจะได้นำข้อมูลต่างๆ ไปส่งข่าวให้ท่านเจ้าประคุณพระพรหมมุนี … จนถึงสมัยท่านขุนชอบฯ …”

อาจารย์มหาบรรเทา จันทศร กับ พระครูวินัยธรรม (อินทร์ ปญฺญาทีโป)

          จากบันทึกข้อความของท่านอาจารย์ มหาบรรเทา จันทศร ในบทความเกี่ยวกับคัมภีร์สุริยฉายาหรือที่เรียกว่า “พระคัมภีร์สุริยะเบญจกาเคราะห์” ได้กล่าวโดยสรุปความว่า

เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๐๘ สมัยที่ ท่านอาจารย์ มหาบรรเทา จันทศร ยังดำรงสมณเพศเป็นพระภิกษุอยู่นั้น ได้จาริกไปที่วัดอมรินทราราม (วัดตาล) ได้พบกับท่านอาจารย์หลีที่วัดตาล และท่านอาจารย์หลี ได้มอบใบลาน “พระคัมภีร์สุริยะเบญจกาเคราะห์” ให้แก่ ท่านอาจารย์ มหาบรรเทา โดยบอกว่า เก็บได้ที่บนเพดานกุฏิของท่านเอง

ท่านอาจารย์มหาบรรเทา จันทศร เมื่อได้ศึกษาตำรานี้แล้ว ถึงกับกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเก็บเอาความพิศวง สงสัยมาช้านานว่า พระเดชพระคุณพระพรหมมุนี เจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐ์ก็ดี ท่านพระครูเฒ่าหรืออีกนัยหนึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า พระครูอินทร์เทวดาแห่งวัดสัตนารถปริวัตร์ จังหวัดราชบุรี ผู้เป็นอาจารย์ของท่านเจ้าคุณพระพรหมมุนีก็ดี พระสุเมธีวรคุณ วัดเกาะหลัก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ศิษย์ของท่านพระครูเฒ่าอีกองค์หนึ่งก็ดี ท่านทั้งสามที่กล่าวนามมานี้ ท่านมีวิธีเช่นไรของท่าน ที่สามารถคำนวณดวงดาวภายในใจ และทราบตำแหน่งดาวได้ โดยมิผิดกับหลักการ … ในข้อนี้เดิมทีอาตมาก็ไม่ทราบเหมือนกัน เพิ่งมาปราศจากความสงสัยได้ ก็ตอนที่มาพบคัมภีร์สุริยะฉายานี้…”

(อ.มหาบรรเทาได้เรียกเปลี่ยนชื่อ “พระคัมภีร์สุริยะเบญจกาเคราะห์” มาเป็น “คัมภีร์สุริยะฉายา” แทน)

          จากข้างต้น พอสรุปได้ความว่า พระครูวินัยธรรม (อินทร์ ปญฺญาทีโป) หรือที่ชาวบ้านเรียกกันโดยสามัญว่า “พระครูอินทร์ เทวดา” นี้ท่านมีตำราทางโหราศาสตร์อยู่ชุดหนึ่ง แยกออกเป็น ๓ ภาค กล่าวคือ

ภาคแรก เข้าใจว่า จะตรงกับ “พระคัมภีร์สุริยะเบญจกาเคราะห์” หรือ “คัมภีร์สุริยะฉายา” อันเป็นภาคคำนวณ ที่ท่านอาจารย์มหาบรรเทา จันทศร ได้ไป

ภาคที่สอง เป็นตำราพยากรณ์และฤกษ์ ซึ่งเข้าใจว่า น่าจะเป็น “ตำราสิบลัคนา” ที่ท่านอาจารย์ อรุณ เทศถมทรัพย์ ได้กล่าวว่า เป็นตำราที่คุณหลวงโลกทีปได้นำไปคัดลอก และนำไปให้ท่านเจ้าประคุณพระพรหมมุนีได้ร่วมกันศึกษา จนกระทั่งได้ถ่ายทอดมาถึงท่านขุนชอบรักตะประกร (กลั่น หิมะกลัส) และท่านอาจารย์ อรุณ เทศถมทรัพย์ นั่นเอง

ภาคที่สาม ภาคนี้เท่าที่ท่านอาจารย์ อรุณ เทศถมทรัพย์ กล่าวไว้ ก็คือ น่าจะเกี่ยวกับเลข ๗ ตัว แต่ในรายละเอียดเรื่องราวที่แท้จริงนั้น ท่านเองก็มิได้ทราบ ทราบแต่เพียงว่า มีหมอหน้าบากเคยใช้พยากรณ์อยู่หน้าตลาดราชบุรีเท่านั้น สำหรับการตามหาตำราภาคนี้ ท่านอาจารย์มหาบรรเทา จันทศร ก็เคยใช้เวลาหลายปีตามหาอยู่แต่ได้เพียงเค้าร่องรอยเท่านั้น ส่วนตำราเลข ๗ ตัวกุงกะชัมพุ์ที่อาจารย์มหาบรรเทา จันทศร ได้นำมาถ่ายทอดให้ท่านอาจารย์ พันเอก พิเศษ เอื้อน มณเฑียรทอง ทำการเผยแพร่นั้น เป็นอีกตำราหนึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับตำราของท่านพระครูอินทร์เทวดาแต่อย่างใด หากแต่เมื่อเผยแพร่ไปแล้ว จึงมีผู้เข้าใจผิด ดังเช่นที่ ท่านพระครูสมุห์พรหม ได้นำไปบอกเล่ากับท่านอาจารย์ อรุณ เทศถมทรัพย์ ว่า เป็นชื่อตำราดังกล่าว

ข้อมูลที่แตกต่าง

          เรื่องตำราเลข ๗ ตัวของท่านพระครูอินทร์เทวดานี้ บรรดาผู้อาวุโสในวงการโหราศาสตร์หลายท่านก็เคยได้รับฟังมาต่างๆกัน ในส่วนของครูบาอาจารย์ของอาตมาเอง ก็มีคำชี้แจงไปในอีกส่วนหนึ่ง มีข้อความแตกต่างโดยพลความไปบ้าง โดยท่านกล่าวว่า

ได้มีการชำระพบเอกสารตำราใบลานของในหมู่ชนชาวลาวพวกลาวโซ่ง ลาวเวียง ชาวศรีสัตนาคนหุต ที่อพยพมาอยู่ราชบุรีเมื่อครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จำนวนหนึ่ง แล้วได้นำเข้าไปถวายที่เมืองหลวง ที่ครั้งกระนั้น ได้ทรงโปรดให้รวบรวมชำระขึ้น (จำนวนใบลานในครั้งนั้นมีมาก หากมีบุคคลใด ที่ถูกกล่าวว่าถูกกระทำยำเยีย ก็จะนำเอาใบลานที่รวมมาได้นั้นนำมาใช้เผาศพก็มี) มีปกรณ์ตำราโหราศาสตร์อยู่ชุดหนึ่ง จำนวนหลายผูก ได้ตกทอดไปยัง พระครูวินัยธรรม (อินทร์ ปญฺญาทีโป) เพื่อนำไปปริวรรตข้อความถวาย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวิริยาลงกรณ์ แต่พระครูวินัยธรรม (อินทร์ ปญฺญาทีโป) ถ่ายทอดความได้บางส่วน เฉพาะที่เป็นตำราธรรมะ ส่วนที่เป็นตำราโหราศาสตร์นั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ ไม่ทรงโปรด จึงไม่ได้แปลถวาย พระครูวินัยธรรม (อินทร์ ปญฺญาทีโป) ได้ปริวรรตแปลข้อความในใบลานในตำราโหราศาสตร์ออกมาบางส่วน ได้ความว่า มีอยู่ ๓ ภาค ดังที่ท่านอาจารย์ อรุณ เทศถมทรัพย์ ได้กล่าวมาแล้ว เพียงแต่ชื่อที่มีนั้นต่างกัน

(ในที่นี้ ขอให้ใช้ชื่อว่า “ตำราค่าดั่งทองคำ” แทนชื่อเดิม) พระครูวินัยธรรม (อินทร์ ปญฺญาทีโป) ได้แปลในภาคที่สาม ของ “ตำราค่าดั่งทองคำ” อันเป็นภาคของเลข ๗ ตัวและพิธีกรรม ไปได้บางส่วน ท่านกล่าวว่า ถึงแม้ว่าท่านได้ศึกษาตำรานี้มาเกือบสิบปี แต่ในบางส่วนของตำรานี้ แม้แต่ท่านก็ยังไม่ใคร่เข้าใจ แต่ท่านก็ได้แนะนำในส่วนต้นนั้นให้แก่ลูกศิษย์ (หมอหน้าบาก) ของท่านไป

ต่อมา หมอหน้าบากก็ได้นำเอาวิชาของท่านพระครูอินทร์เทวดานั้น มาสอนให้แก่ “หลวงปู่” ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่ อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ก่อนจะได้ถึงแก่กรรม และหลังจากนั้น “หลวงปู่” ก็ได้ศึกษาวิชานั้นต่อมาจนเชี่ยวชาญ และได้ถ่ายทอดวิชาของท่านพระครูอินทร์เทวดาดังกล่าว ให้แก่ คุณโยมปริศนาหรือ “หมอกฤษณ์ คอนเฟิร์ม” เป็นศิษย์รับช่วงวิชาต่อไป แต่เพียงผู้เดียว

คำถามคำตอบ

๑.วิชาที่ “หลวงปู่” อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ได้ถ่ายทอดให้แก่ คุณโยมปริศนา หรือ “หมอกฤษณ์ คอนเฟิร์ม” เป็นวิชาอะไร?
ตอบ ตามหลักฐานที่มี สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นวิชาของ พระครูวินัยธรรม (อินทร์ ปญฺญาทีโป) หรือ ท่านพระครูอินทร์เทวดา ตามเหตุผลที่ได้กล่าวถึงข้างต้น

๒.ตำราเลข ๗ ตัว ที่ว่าเป็นวิชาของ พระครูวินัยธรรม (อินทร์ ปญฺญาทีโป) หรือ ท่านพระครูอินทร์เทวดา นั้น เหมือนหรือแตกต่างกับวิชาเลข ๗ ตัวอย่างไร?
ตอบ น่าจะแตกต่างกันมาก อาตมาขอเรียนว่า ในบรรดาปกรณ์โหรต่างๆ จำนวน ๒๐๐ กว่า ปกรณ์เท่าที่ได้เคยศึกษาค้นคว้ามานั้น แบ่งเป็นปกรณ์โหรที่เกี่ยวกับดวงชะตา อย่างหยาบได้ ๓ ชนิด คือ
(๑) ตำราทางโหราศาสตร์ที่ใช้ตำแหน่งดาวตามพระคัมภีร์สุริยยาตร์ เช่น พวกตำราจักรทีปนี, ตำราโสฬสมหานคร, ตำรานครภังสะ, คัมภีร์ราชมัญตัญ เป็นต้น จำพวกหนึ่ง และตำราที่ใช้การคำนวณปรากฏเป็นรูปดวงชะตาเป็นพิเศษ อย่างเช่น คัมภีร์เผด็จรามเหียรและคัมภีร์จุฬามณี ซึ่งจะมีปกรณ์ทายโดยใช้ตำแหน่งและความหมายดาวเป็นแบบเฉพาะ อีกอย่างหนึ่ง
(๒) ตำราทางพวกวิชาเลข ๗ ตัวต่างๆ อย่าง เลข ๗ ตัวเชียงแสน ฉัตรสามชั้น มหาภูติ อุทาสินฉบับมอญ ตำราทักษายุค ฯลฯ
(๓) ตำราเกี่ยวกับพวกขับดวงต่างๆ อาทิเช่น ดวงกาลชะตา ดวงยามต่างๆ เช่น ตำรายามนวกาลของท่านอาจารย์ เชย บัวก้านทอง, ตำราโหรทายหนูของท่านอาจารย์ประทีป อัครา, วิชาโหราบวรของท่านอาจารย์ อารมณ์ ชื่นเชาว์ไว, ตำราโหราปอนของท่านอาจารย์ อรุณ เทศถมทรัพย์ หรือ ดวงสมันต์พยากรณ์ของโบราณ อีกอย่างหนึ่ง
ตำราต่างๆ จะมีเอกลักษณ์และความสมบูรณ์ในตัวเป็นการเฉพาะ ซึ่งตรงนี้ ช่วยให้เราคัดแยกตำราได้
อย่างวิชาเลข ๗ ตัว ของ ท่านพระครูวินัยธรรม (อินทร์ ปญฺญาทีโป) หรือ ท่านพระครูอินทร์เทวดา นั้น จะมีครบตามหลักทั้ง ๓ ส่วน คือ (ก) ภาคคำนวณ (ข) ภาคพยากรณ์ (ค) ภาคพิธีกรรม ซึ่งตรงนี้มีศัพท์ที่ต้องขออธิบายสักหน่อย
ที่ว่ามีภาคคำนวณ คือ จะต้องมีรูปแบบเฉพาะและหลักเกณฑ์ที่สมบูรณ์ในการตั้งดวงหรือแบบแผนในการพยากรณ์ คำว่า “ภาคพยากรณ์” คงเข้าใจกันทั่วไปแล้ว ไม่จำต้องอธิบาย ส่วนคำว่า “ภาคพิธีกรรม” นี้ ต้องอธิบายสักหน่อย เพราะ พอพูดถึงพิธีกรรม ก็มักจะนึกถึงภาพการที่ไปนั่งทำพิธีอะไรเพื่อสะเดาะเคราะห์อะไรอย่างนั้น มันไม่ใช่ความหมายในทางวิจารณ์ในที่นี้ คำว่า “ภาคพิธีกรรม” ในที่นี้ หมายความว่า การอ่านเรื่องดาว เรื่อง ธาตุ เรื่องราศี ได้อย่างแตกฉานและชัดเจน สามารถบ่งบอกได้ว่า ธาตุหรือพระเคราะห์อะไรที่เสียหาย ด้วยเหตุผลอะไร? และมากน้อยแค่ไหน? การจำกัดของเขตหรือการหลีกเลี่ยงความเสียหายนั้น จะกระทำได้อย่างไรบ้าง? เรียกให้ชัดเจนว่า “การจัดระเบียบดาวพระเคราะห์” เช่น ถ้าหากพิจารณาได้ว่า บุคคลใกล้ชิดเจ้าชะตาจะป่วยด้วยโรคนิ่ว ภายใน ๑ เดือนนี้ เมื่อพิจารณาอ่านได้ออกแน่ชัดแล้ว ก็ควรแนะนำให้เจ้าชะตาพาบุคคลดังกล่าวไปตรวจสุขภาพเสียแต่เนิ่นๆ ดังนี้ เป็นต้น
สำหรับตำราเลข ๗ ตัว ที่ว่าเป็นวิชาของ พระครูวินัยธรรม (อินทร์ ปญฺญาทีโป) หรือ ท่านพระครูอินทร์เทวดา นั้น เท่าที่ทราบจากผู้ที่ใช้วิชานี้ มีความเห็นว่า ในตัววิชามีครบหลักเกณฑ์ ทั้ง ๓ ประการคือ มีครบทั้ง ภาคคำนวณ ภาคพยากรณ์ และภาคพิธีกรรม โดยเฉพาะจุดที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างวิชาเลข ๗ ตัวอื่นๆ ก็คือ สามารถพิจารณาได้ในรายละเอียดแต่ละนาที ตรงกับที่อาตมาเคยได้ยินการบอกเล่ามา แต่รายละเอียดควรจะสอบถามโดยตรงกับผู้เป็นเจ้าของวิชา คือ คุณโยมปริศนา หรือ “หมอกฤษณ์ คอนเฟิร์ม” มากกว่า

๓.คงจะมีคำถามว่า อาตมาเชื่อได้อย่างไรว่า วิชาที่คุณโยมปริศนา หรือ “หมอกฤษณ์ คอนเฟิร์ม” ใช้นั้นเป็นวิชาของพระครูวินัยธรรม(อินทร์ ปญฺญาทีโป) หรือท่านพระครูอินทร์เทวดา?
ตอบ จริงๆแล้ว เรื่องนี้ อาตมาไม่รู้หรอก เพราะเกิดไม่ทันพระครูอินทร์เทวดา แต่เมื่อได้ลำดับเรื่องราวจากผู้ทรงศีลและคำพยานจากผู้ที่น่าเชื่อถือได้
อาตมาก็ว่าไปตามหลักฐานที่ได้ศึกษาค้นคว้ารวบรวมมากว่า 20 ปี สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นวิชาของพระครูวินัยธรรม (อินทร์ ปญฺญาทีโป) หรือ ท่านพระครูอินทร์เทวดา ตัวอาตมาเองเมื่อก่อนนั้นก็เคยได้ยินเรื่องนี้ (เรื่องเล่าที่แตกต่างจากอาจารย์อรุณ) จากผู้ใหญ่มาก่อน เมื่อหลายสิบปีก่อนก็เคยไปเที่ยวตามหาที่จังหวัดราชบุรีมาก่อน อาตมาเคยปรารภเรื่องตำรานี้กับท่านอาจารย์ สาธิต กิตติทัตต์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเลข ๗ ตัว อุปนายกสมาคมโหรแห่งประเทศไทยฯ ผู้ล่วงลับ ท่านอาจารย์สาธิตก็เล่าว่า เคยได้ยินว่ามีตำรานี้ทางลาว แต่หาสอบถามจากทางลาวแล้วก็ไม่ได้ความ

สุดท้ายนี้ ถึงแม้ว่า วิชานี้ จะได้มีการถ่ายทอดและมี คุณโยมปริศนา หรือ “หมอกฤษณ์ คอนเฟิร์ม” เป็นผู้สืบทอดวิชาแต่เพียงผู้เดียวก็ตาม แต่เรื่องที่ยังเสียดายคือ เรื่องของต้นฉบับที่หายไป ที่ยังเสาะหาไม่ได้ ก็คือ ต้นฉบับตำราใบลานจริง ที่ท่านพระครูอินทร์เทวดาได้ศึกษา (ที่กล่าวว่าได้ตกทอดไปทางสุพรรณบุรี) เพราะส่วนที่ถ่ายทอดกันก็เป็นปากเปล่าและข้อเขียนภายหลังไม่ใช่ต้นฉบับที่จารในใบลาน ซึ่งเชื่อว่าอย่างน้อยยังมีข้อความในตำรานั้นอีกไม่น้อยที่ยังมิได้แปลออกมา

ขอขอบคุณ : พระอาจารย์อภิสิทธิ์ อภิญาโณ (ผู้เขียน)
ที่มาของข้อมูล : http://www.payakorn.com/webboard_ans.php?q_id=24686

โหราศาสตร์